ความตาย : REST IN PEACE

Advice for Future Corpses

วาระสุดท้าย : คู่มือสบตาความตายอย่างอบอุ่นและซื่อตรง

สำนักพิมพ์ : Bookscape แปลโดย : ดลพร รุจิรวงศ์

 

“เราทุกคนต้องตาย” เป็นคำที่เราได้ยินมาตลอด ชีวิตคนเราต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดา แม้นแต่พระพุทธเจ้าก็ยังต้องตาย ซึ่งความตายนั้นมีหลายรูปแบบ แบบที่หนึ่งรู้ล่วงหน้าหลายเดือน หลายปี ไม่ว่าจะด้วยโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ที่เราต่างรู้ดีว่าจะมีอยู่ได้อีกเท่าใด ส่วนอีกรูปแบบหนึ่งเกิดขึ้นอย่างกะทันหันจนน่าใจหาย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเกิดจากอุบัติเหตุ หรือภาวะเฉียบพลันในร่างกายอันนำมาสู่การตายอย่างกะทันหัน

 

ในมุมมองของผู้ใหญ่จะมองว่า “งานศพไม่ใช่เรื่องของเด็ก” ย้อนไปในวัยเด็กเมื่อมีคนตายไม่ว่าจะเป็นญาติ หรือคนรู้จักของพ่อแม่ เด็ก มักจะถูกกีดกันจากสิ่งเหล่านี้  เช่น การไปรับศพที่โรงพยาบาลเด็กไม่ควรไป การไปร่วมงานศพ พ่อแม่ก็มักจะไม่พาลูกไปด้วย ซึ่งในมุมมองของเด็กเองก็มักจะไม่เข้าใจว่าทำไมถึงถูกกีดกันจากสิ่งเหล่านี้ และทำให้ไม่รู้ว่า “ความตาย” คืออะไร

 

“ความตายที่ดี” หลายคนอาจจะมีมุมมองในเรื่องของความตายที่ดีว่าจะต้องตายอย่างปราศจากความเครียดและความทุกข์ ครอบครัว คนข้างหลังต้องไม่เครียดหรือทุกข์หลังจากเขาจากไป การตายเป็นเรื่องของ “เวลาที่เหมาะสม” แต่การนิยามคำว่า เวลา ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เราต่างคิดไปกันเองว่าชีวิตที่ดีต้องอายุยืน ความตายที่ดีต้องอายุ 70 ขึ้นไป แต่สำหรับบางคนก็มองว่าอายุ 40 ปี ฉันก็พร้อมที่จะตายแล้ว

 

“การตายอย่างมีศักดิ์ศรี” เป็นอีกวลีหนึ่งที่มีความสวยหรู มองว่าการที่ตัวเองอยู่ในภาวะสุดท้ายของชีวิตแล้ว จะต้องมีคนมาคอยดูแล ป้อนข้าว ป้อนน้ำ พาเข้าห้องน้ำ หรือพูดง่ายๆ คือ การไปเป็นภาระของผู้อื่น ซึ่งเป็นเรื่องที่ต่ำต้อยและเป็นเรื่องของการเสียศึกษา นำมาสู่การวางแผนการตาย หรือที่ฉันเคยได้ยินในวงการแพทย์บ้านเราคือ “พินัยกรรมชีวิต” คือการวางแผนการตายของเราว่าอยากตายอย่างไร สถานที่ใด บางคนอาจจะไม่อยากให้ใครต้องมารับรู้การตายของเขาเอง เขาอาจจะอยากตายเงียบๆในที่ใดสักแห่ง

 


สำหรับคุณความตายแบบไหนเป็นความตายที่ดี ?

 

กลไกการรับมือของคนที่กำลังจะตายสามารถแบ่งได้เป็นระยะปฏิเสธและแยกตัว ระยะโกรธ ระยะต่อรอง ระยะซึมเศร้าและระยะยอมรับ แน่นอนว่าโดยธรรมชาติของคนเราไม่สามารถที่จะยอมรับอะไรที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังจะตาย จะว่าไปกลไกการรับมือของคนตายก็คล้ายกับกลไกการรับมือของคนอกหักเหมือนกันนะ ที่แรกๆเราก็มักจะปฏิเสธและไม่สามารถยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น จึงเกิดคำถามกับตัวเองว่า “ทำไมถึงเป็นฉัน” หรือ “ทำไมถึงไม่ใช่ฉัน”

 

ผู้ป่วยเมื่ออยู่ในวาระสุดท้ายของชีวิตมักจะปฏิเสธการรักษาจากแพทย์ ปฏิเสธการกินยาและหันมาใช้ชีวิตในสิ่งที่อยากทำหรือใช้ชีวิตให้เป็นปกติ เพราะ “คนป่วยไม่จำเป็นต้องป่วยตลอดเวลา” ช่างประปาที่กำลังซ่อมท่อ คนปั่นสามล้อกำลังนำผู้โดยสารไปส่งยังที่หมาย หมอที่กำลังรักษาคนไข้อีกหลายร้อยคนต่อวัน ครูที่กำลังสั่งสอนนักเรียน พวกเขาเหล่านั้นอาจจะกำลังเป็นผู้ป่วยระยะสุดท้ายก็ได้

 

“เธอดูสบายดีนี่ เธอป่วยจริงเหรอ”

“ยอมรับเสียเถอะ แม่ฉันก็เคยเป็นโรคนี้และต่อมาเธอก็เสีย”

“ฉันคิดว่าเธอควรจะ... ”

“ถ้าฉันเป็นเธอ... ”

“เธอมีความหมายกับฉันมาก”

“ทำไมเธอไม่พยายามกว่านี้ละ เธอรักฉันไม่มากพอเหรอที่จะต่อสู่กับสิ่งนี้ไปให้ได้”  

 

ประโยคเหล่านี้เป็นคำพูดที่เราอาจจะพูดกับผู้ป่วยทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ ซึ่งเต็มไปด้วยความหวังดี ความคาดหวังและความสิ้นหวัง แต่อย่าลืมว่าพวกเขาเหล่านั้นกำลังรับมือกับสิ่งที่ต้องเผชิญ ยอมรับในสิ่งที่พวกเขาพูด เท่านั้นพอ ไม่ว่าเขาจะพูดถึงภาวะอารมณ์ของตัวเอง ความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ ความกลัวในเรื่องของความเจ็บป่วยหรือความหวังว่าเขาจะต้องหาย และเราก็ควรจะรับมือกับสิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญด้วยเช่นกัน

 

ความตายมักจะเป็นเหตุการณ์สะเทือนใจแก่ญาติสนิท มิตรสหาย คนรู้จัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ครอบครัว” คนในครอบครัวถูกทอดทิ้งไว้กับสัญชาติญาณของความเคยชิน เด็กชายตะโกนเสียงดัง “แม่ครับ ... ผมกลับมาแล้วครับ”  ซึ่งเป็นสิ่งที่เขามักจะทำประจำเมื่อกลับมาจากโรงเรียน แต่เด็กชายลืมไปว่า .... แม่ของเขาได้ลาจากโลกนี้ไปแล้ว

 

หลายครั้งเราจะเห็นการไม่สามารถตกลงกันได้ภายในครอบครัว เช่น การเลือกคนใดคนหนึ่งมาตัดสินชีวิตของผู้ที่ป่วยที่อยู่ในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต ลูกคนโตอาจจะต้องตัดสินใจแทนแม่ที่กำลังจะตายแต่ลูกคนเล็กอาจจะไม่เห็นด้วย ภรรยาอาจจะต้องตัดสินใจให้กับสามีที่กำลังจะตายแต่ลูกอาจจะไม่เห็นด้วย หรือหลายครั้งมักจะเกิดการเกี่ยงกันในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ซึ่งคนในครอบครัวมักจะมองว่า “เป็นภาระ” ของตนเอง และสุดท้ายการตายก็นำสู่การขัดแย้งกันในครอบครัวอีกครั้งเมื่อมีการ “แบ่งสมบัติ” เกิดขึ้น โดยธรรมชาติของคนมักอยากได้อยากมีมากกว่าผู้อื่น จึงเกิดการตกลงกันไม่ได้ในครอบครัว บางทีร้ายแรงถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาลฟ้องร้องกันจนทำให้อดคิดไม่ได้ว่า

 

“ความตายสามารถทำลายครอบครัวได้”

 

ความโศกเศร้า ความเสียใจ เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้หลังจากที่เราเผชิญกับความตาย เราถูกฝึกเรื่องการร้องไห้มาตั้งแต่เด็ก ทางตะวันออกมักจะตัดสินพฤติกรรมโศกเศร้าอย่างเปิดเผยเป็นอาการ “ตีโพยตีพาย” บางคนร้องน้อย บางคนร้องเยอะ บางคนไม่ร้องเลยก็มักจะถูกมองว่าเป็นคนนิ่งขรึม ไร้ความรู้สึก และน้ำตาแห่งความโศกเศร้ามักจะแตกต่างจากน้ำตาแห่งความปิติยินดี

 

“ความโศกเศร้าคือความโกรธ” โกรธที่จำเป็นต้องเลือก โกรธอุบัติเหตุ โกรธวันเวลาที่ถูกขโมยไป โกรธทุกคนที่เกี่ยวข้อง เราอยากโยนความผิดให้ใครสักคน ทำไมเขาไม่อย่างนั้น ทำไมเขาไม่อย่างนี้ คนที่ยังอยู่อาจจะใช้ความโกรธเป็นหนทางรับมือกับความกลัว ฉันจะใช้ชีวิตอยู่ต่อได้อย่างไร ...

 

“ผู้ที่โศกเศร้ามักจะจมอยู่กับสิ่งที่เขาหวังว่าน่าจะเกิดขึ้นในรูปแบบอื่นที่ดีกว่านี้ หรือมากกว่านี้ และมีความหวัง ความฝันและความคาดหวัง ที่ไม่อาจจะเป็นจริงได้ในอนาคต” จอร์น เจมส์

 

เราทุกคนต่างมีประสบการณ์เกี่ยวกับความตาย ความโศกเศร้า ความเสียใจมาทั้งนั้น “เราไม่สามารถกลับไปแก้ไขอดีตได้” การเข้าใจว่าทุกอย่างในชีวิตล้วนมีครั้งสุดท้ายเสมอ ตั้งสติและเผชิญกับมันจะทำให้เรายอมรับได้ และเราต้องก้าวข้ามผ่านไปให้ได้ คนที่ตายถึงแม้ได้อยู่ข้างกาย แต่เขายังอยู่ในใจของทุกคนเสมอและฉันเชื่อว่า


“ไม่ว่าความตายจะเกิดขึ้นในรูปแบบใด ล้วนเป็นความตายที่ดีเสมอ”

 



Yoyomonzter


                                                                                 


ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม