“ฉันเป็นฉัน หรือ คนอื่นเป็นฉัน”
“ฉันเป็นฉัน หรือคนอื่นเป็นฉัน”
มุมมองของผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศในสังคมสมัยใหม่ที่เปิดกว้างและยอมรับ
ในความหลากหลายทางเพศ ?
|
|
มนุษย์ทุกคนย่อมมีวีถีทางการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกันออกไปไม่ว่าจะเป็นเพศชายหรือเพศหญิงหากแต่ “เพศที่สาม” มักถูกให้ความหมายโดยคนในสังคมไว้ว่าเป็นเพศที่ชอบเพศเดียวกันและมีการดำเนินชีวิตแบบรักเพศเดียวกันอย่างเปิดเผย หรือนิยามกลุ่มคนเหล่านี้ว่า กะเทย ตุ๊ด เกย์ ทอม ดี้ เลสเบี้ยน
ภาพที่คนหลายกลุ่มในสังคมคาดหวังและนิยามพฤติกรรมบุคคลเหล่านี้คือ ต้องตลก มีความเฮฮา ขำขัน สามารถสร้างความสุขให้ทุกคนได้ตลอดเวลา กล้าแสดงออก ไม่อายคนอื่น แต่ในขณะเดียวกันคนทั่วไปในสังคมก็มองคนกลุ่มนี้ว่าเป็นพวกผิดเพศ เป็นตัวประหลาด น่ารังเกียจ ทำให้คนกลุ่มนี้ไม่เป็นที่ยอมรับในสังคมและนั่นก็แสดงให้เห็นว่าคนในสังคมเดียวกันยังมีทัศนคติ ความคิด ที่ต่างกันกับเพศที่สามเกิดการเลือกปฏิบัติขึ้น
ทั้งนี้เองมนุษย์ทุกคนย่อมมีความเหมือนและความต่างกันเป็นเรื่องธรรมชาติ
เพศเดียวกันยังมีรสนิยมที่ต่างกัน ฝาแฝดก็ยังมีความต่างในเรื่องความคิดและทัศนคติ
เช่นเดียวกับเพศที่สาม ก็เหมือนกับคนอื่นทั่วไปไม่ได้เป็นคนที่แปลกหรือต่างจากมนุษย์คนอื่น
ปัจจุบันเราจะเห็นว่าเพศที่สามหรือกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ
ถูกยอมรับจากสังคมและสามารถเข้ามามีบทบาททางสังคมได้มากขึ้น คนเหล่านี้สามารถใช้ชีวิตอย่างเปิดเผยได้มากขึ้น
หลายคนเป็นผู้มีหน้ามีตาในสังคม เป็นดารานักแสดง นักร้อง ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง
แต่ก็ยังเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น
เพราะสื่อสาธารณะมักให้ภาพคนเหล่านี้เป็นตัวประกอบ ตัวตลก ผู้ร้าย
หรือมักสื่อว่าคนเหล่านี้มีความบกพร่องทางจิต
ที่สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจของสังคมไทยต่อกลุ่มคนเหล่านี้
แม้จะดูเหมือนว่าสังคมเปิดกว้าง
แต่ก็ไม่ได้ยอมรับว่าคนเหล่านี้เป็นคนปกติ เหมือนกับชายจริงหญิงแท้ซึ่งสังคมไทยมักใช้คำว่า “เบี่ยงเบนทางเพศ” ในการเรียกคนที่ไม่ปฏิบัติตามแบบแผนหรือบทบาททางเพศที่สังคมได้กำหนด
การมองเพศที่สามหรือกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศในลักษณะดังกล่าวนั้นบ่มเพาะให้เกิดอคติและความรุนแรงที่แอบแฝงอยู่ในสังคม
หลายคนยังถูกดูถูก เหยียดหยาม และไม่ได้รับสิทธิที่เขาพึงจะได้รับ
การที่คนส่วนใหญ่ของโลกนี้เป็นชายจริงหญิงแท้ สร้างความเข้าใจผิด ๆ
จนฝังลึกเป็นทัศนคติว่าคนที่เป็นอย่างอื่นนอกเหนือจากชาย
หญิงตามมาตรฐานของคนส่วนใหญ่คือคนผิดปกติ
"ทั้งที่มนุษย์ทุกคนมีสิทธิ
อิสรภาพจะเป็นอะไรก็ได้
เท่าที่ใจต้องการ"
เพศที่สามก็คือมนุษย์คนหนึ่งที่มีความรู้สึก
รับรู้ได้ ดำเนินชีวิตแบบคนทั่วไป มีรัก โลภ โกรธ หลง เป็นธรรมดา ซึ่งโดยธรรมชาติของมนุษย์เองนั้นไม่มีใครที่จะเฮฮา ตลก ได้อยู่ตลอดเวลา
คนทุกคนย่อมมีอารมณ์ที่แปรเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ที่ตนเองพบเจอในขณะนั้น
แต่สังคมมักคาดหวังและมีภาพว่าเพศที่สามต้องเป็นไปตามความคาดหวังของสังคม
และเมื่อพวกเขาเหล่านั้นเห็นการแสดงออกของเพศที่สามที่ไม่เป็นไปตามที่สังคมคาดหวังก็มักจะเกิดการผิดหวัง
โดยความคาดหวังของคนสังคมนี้เองบางทีมันก็เป็นเรื่องที่สนุกสนานจนบางครั้งไปลดทอนคุณค่าของเพศที่สาม
หลายครั้งเองที่พวกเขาถูกคุกคามทั้งคำพูด
ถูกคุกคามทางสายตาและการกระทำ เช่น การถูกเรียกว่า "อีตุ๊ด" "อีกะเทย" ถูกทำร้ายร่างกายเพียงเพราะเป็นเพศที่สาม การถูกมองเหยียดด้วยสายตาโดยไม่มีคำพูดก็ทำให้รับรู้ได้ว่าคนนั้นคิดอะไรอยู่
การถูกลวนลามเพราะคิดว่าเพศที่สามไม่ใช่ผู้หญิงจริง
และเขาเหล่านั้นเองก็ไม่มีสิทธิที่จะไปโกรธ ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้มักเกิดขึ้นอย่างบ่อยครั้งในสังคมของเรา
โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงใจผู้อื่นว่าพวกเขาเหล่านั้นจะมีความรู้สึกอย่างไรกับสิ่งที่เขาเป็นผู้ถูกกระทำจากคนที่เป็นมนุษย์เหมือนกัน
ถึงแม้ว่าเพศที่สามจะมีการดำเนินชีวิตแบบรักเพศเดียวกันอย่างเปิดเผย
แต่ล้วนแล้ว ทุกคนต่างมีทัศนคติ ความคิด
และภาวะทางร่างกายและจิตใจที่แตกต่างกันออกไปแล้วแต่บุคคล
รวมไปถึงมีแบบแผนการดำเนินชีวิตที่ต่างกัน โดยภาพที่สังคมมองเพศที่สาม คือ
เป็นกะเทยต้องแต่งหญิงมีนม ผมยาว เป็นทอมต้องผมสั้น พูดครับ
หรือแม้แต่เกย์ คนก็ยังมีภาพจำว่าต้องลักษณะคล้ายกะเทย มีความอ้อนแอ้น
แต่แท้จริงแล้ว
“เขาก็คือเขา” เขาอาจจะไม่ได้รู้สึกว่าตนเองจะต้องมีคำนิยามสำหรับเพศของตนเองที่เป็นไปตามที่สังคมได้ให้นิยามไว้
หรือแม้แต่มีภาพลักษณ์ตามที่สังคมวาดไว้
เพศที่สามเองก็มีวิถีการดำเนินชีวิตที่เหมือนคนอื่นและก็ไม่ต้องการที่จะให้ใครมากำหนดว่าเขาเป็นเพศอะไร
มีแบบแผนการดำเนินชีวิตแบบไหน เพราะท้ายที่สุดแล้ว
"ไม่ว่าจะเพศอะไรก็ล้วนแล้วต้องการการได้รับการปฏิบัติเหมือนคนอื่นทั่วไป เพราะทุกคนมีศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์เหมือนกัน"
นอกจากนั้นคนบางส่วนในสังคมยังเห็นว่า
กลุ่มคนเหล่านี้มีความผิดปกติ และต้องได้รับการแก้ไข บางคนมีความรู้สามารถทำประโยชน์มากมายให้กับสังคม
แต่ต้องกลับทนต่อการหยามเหยียดและถูกกดขี่เนื่องจากวิถีทางเพศของตนไม่ว่าจะการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพ
การที่สังคมบอกว่ายอมรับพวกเขาได้
แต่ทำไมหลายครั้งพวกเขาต้องดำเนินชีวิตไปตามความความคาดหวังของสังคม
ต้องมาดิ้นรนเพื่อเรียกร้องต่อสิทธิที่เขาควรจะได้รับนั่นก็เป็นคำถามว่าสังคมยอมรับในตัวของเขาเอง
ในสิ่งที่พวกเขาเป็นหรือยอมรับเพราะสังคมต้องยอมรับเนื่องจากสังคมโลกเปิดกว้างและยอมรับ
และหากสังคมของเราไม่ยอมรับก็จะกลายเป็นสังคมที่มีทัศนคติที่ล้าหลัง
บางทีการเปิดกว้างและการถูกยอมรับจากสังคมก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้กลุ่มคนเหล่านี้สามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุขและเท่าเทียมกับคนอื่น
หรือบางทีพวกเขาอาจจะไม่ได้ต้องการอะไรมากมายด้วยซ้ำสังคมไทยต้องทำความเข้าใจว่าอัตลักษณ์ทางเพศนั้นมีความหลากหลาย
และทุกคนๆ ไม่ว่าจะหญิง ชาย กะเทย ตุ๊ด เกย์ ทอม ดี้ เลสเบี้ยน หรือคนข้ามเพศ
ต้องการถูกการยอมรับจากสังคมในตัวตนของเขา ในสิ่งที่เขาเป็นจริงๆ
และไม่ถูกตัดสินเพียงแค่เพศสภาพหรือเปล่า
.........
yoyomonzter
14 May 2020


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น